คุณอยู่ที่: หน้าแรกศูนย์ข้อมูลธุรกิจ“บราซิล ขุมทรัพย์แห่งลาตินอเมริกา”

“บราซิล ขุมทรัพย์แห่งลาตินอเมริกา”

 

สรุปผลการสัมมนาเรื่อง “บราซิล ขุมทรัพย์แห่งลาตินอเมริกา”

วันที่ 29 เมษายน 2557 เวลา 08.30-15.00 น. ณ Ballroom III โรงแรมแชงกรี–ลา

1. การบรรยายในหัวข้อ “บราซิล ขุมทรัพย์แห่งลาตินอเมริกา”

   โดยนายพิชยพันธุ์ ชาญภูมิดล เอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย

– เหตุที่ต้องไปลงทุนในบราซิล บราซิลมีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก มีประชากรมากเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยมีจำนวน 195 ล้านคน บราซิลสามารถพึ่งพาตนเองได้ ผลิตสินค้าขายในประเทศได้เอง ไม่จำเป็นต้องค้าขายกับประเทศอื่น ในปี ค.ศ. 2013 มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก และคาดว่าจะใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลกในปี ค.ศ. 2020 และเป็นอันดับ 4 ในปี ค.ศ. 2050 มีการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในปี ค.ศ. 2012 มีการลงทุนจากต่างชาติ 6 หมื่นห้าพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

(อันดับ 4 ของโลก) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด มี GDP เฉลี่ยต่อหัว 11,400 ดอลลาร์สหรัฐ มีขนาด GDP 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีประมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำรองมากเป็นอันดับ 10 ของโลก ซึ่งอยู่ที่ชั้นใต้หินเกลือ (Pre-salt Layer) ในทะเลลึกนอกชายฝั่งประมาณ 50-80 พันล้านบาร์เรล และปัจจุบันบราซิลผลิตน้ำมันได้จำนวน 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคาดว่าภายในปี 2020 บราซิลผลิตน้ำมันได้จำนวน 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน

– บราซิลเป็นประตูการค้าไปสู่ลาตินอเมริกา เป็นสมาชิกของ Mercosur กลุ่ม BRICS และกลุ่ม G20มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับบราซิลคิดเป็น 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้เปรียบดุลการค้า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศจะเพิ่มในอนาคต เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากรชนชั้นกลางของบราซิล

– กลุ่มชนชั้นกลางในบราซิลมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวน 118 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 55

ของประชากรทั้งหมด เนื่องจากรัฐบาลได้ดำเนิน “โครงการเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัว” (Bolsa Familia หรือ Family Grant) โดยการลงทะเบียนครอบครัวจำนวนแสนกว่าครัวเรือน ซึ่งส่งผลให้ประชาชนกินดีอยู่ดีมากขึ้น กลุ่มชนชั้นกลางเหล่านี้มีการจับจ่ายใช้สอยมาก ทำให้การบริโภคของชาวบราซิลจะเพิ่มจาก 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2010 เป็น 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2020 นอกจากนี้ ในบราซิลยังนิยมซื้อเงินผ่อน ซึ่งถึงแม้ว่าค่าครองชีพสูง เช่น ราคาโทรศัพท์มือถือราคาสูงกว่าในไทยถึง 2 เท่าเพราะบราซิลมีกำแพงภาษีนำเข้าที่สูง แต่ประชาชนก็สามารถซื้อเงินผ่อนได้ อัตราการว่างงานร้อยละ 5.5 กฎหมายแรงงานให้เปรียบแรงงานมากกว่านายจ้างมาก และจากการที่แนวโน้มของการเป็นสังคมผู้สูงอายุ ทำให้สินค้าประเภทด้านวิทยาศาสตร์เชิงสุขภาพ (Life Science) มีศักยภาพสำหรับภาคเอกชนไทย

– จากสถิติพบว่าการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคของชาวบราซิลมีอัตราสูงมาก โดยซื้อเครื่องสำอางมากเป็นอันดับ 1 ของโลก คอมพิวเตอร์ ตู้เย็น เครื่องไฟฟ้าและเบียร์มากเป็นอันดับ 3 ของโลก อาหารเครื่องดื่มและรถยนต์เป็นอันดับ 4 ของโลก เสื้อผ้าและรองเท้าอันดับ 5 ของโลก และชาวบราซิลมีอัตราการเป็นเจ้าของสินค้าอุปโภคและบริโภคค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือร้อยละ 100 รถยนต์ ร้อยละ 14 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 43

– ในบราซิลมีการลงทุนในภาคการเงินในปี ค.ศ. 2010 คิดเป็น 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย GDP ของบราซิลประกอบด้วยภาคบริการ (โดยเฉพาะในสาขาการเงิน) ร้อยละ 67 อุตสาหกรรม ร้อยละ 27 และเกษตรกรรมร้อยละ 5.4 ส่วนภาคการส่งออกแบ่งเป็นสินค้าเกษตรกรรม 243 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือร้อยละ 46.8 และสินค้าอุตสาหกรรม ร้อยละ 37

– ภาคเอกชนไทยควรเข้าไปลงทุนในบราซิลในตอนนี้ ซึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกได้เข้าไปลงทุนในบราซิลจำนวนมากแล้ว เช่น รถยนต์ (ฮอนดา โตโยตา ฮุนได ฟอร์ด จีเอ็ม) และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (แอลจี ฟิลิปส์) สินค้าอุปโภค (จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน พีแอนด์จี ยูนิลีเวอร์) ซึ่งส่วนแบ่งตลาดการลงทุนในบราซิลได้แก่ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป จีน ญี่ปุ่น เกาหลีและอาเซียน ตามลำดับ

– ภาคเอกชนไทยสามารถพิจารณาเลือกลงทุนในภูมิภาคต่างๆ ของบราซิลซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ภูมิภาคและแต่ละภูมิภาคมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันจนเสมือนเป็น 5 ประเทศ ได้แก่

   (1) ภาคเหนือ มีเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เมืองมาเนาส์ของรัฐอามาโซนัสซึ่งให้สิทธิพิเศษทางภาษีและการจัดสรรที่ดินสำหรับก่อสร้างโรงงานในราคาต่ำ มีอุตสาหกรรมผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เหมืองถลุงสินแร่เหล็ก

   (2) ภาคกลางตะวันตก เป็นที่ตั้งของกรุงบราซิเลีย มีธุรกิจการเกษตรและอุตสาหกรรมยานยนต์แต่ปริมาณไม่มากนัก

   (3) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอุตสาหกรรมการผลิต ท่าเรือ ศูนย์นวัตกรรมสินค้าเทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม

   (4) ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วยรัฐที่สำคัญ ได้แก่ รัฐเซาเปาลูที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของบราซิล รัฐริโอเดจาเนโรที่เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมใหญ่อันดับสองรองจากรัฐเซาเปาลู รัฐ Minas Gerais และรัฐ Espirito Santo ภูมิภาคนี้เป็นแหล่งทองคำ เพชรพลอย หินสี ธุรกิจการเกษตร ถั่วเหลือง อ้อย ยานยนต์ ธนาคาร การท่องเที่ยว และน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ ในรัฐ Espirito Santoเป็นแหล่งผลิตน้ำมัน ซึ่งสิงคโปร์ไปลงทุนก่อสร้าง Jurong Aracruz Shipyard-EJA มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีการสร้างท่าเรือจากชายหาดที่ว่างเปล่า

     (5) ภาคใต้ ประกอบด้วยรัฐที่สำคัญ คือ รัฐ Rio Grande do Sul ซึ่งมีระบบโครงการสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจดีที่สุด มีประชากรที่มีเชื้อสายเยอรมัน อิตาลีและโปแลนด์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ผลิตและส่งออกถั่วเหลือง หนังวัว เนื้อวัว ข้าว พลาสติก ยา น้ำหอม สารเคมี และสิ่งทอ

– อุปสรรคทางการค้า ได้แก่ (1) กำแพงภาษีสูง และ (2) การใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเนื่องจากรัฐบาลบราซิลมีนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ สินค้าไทยถูกรัฐบาลบราซิลใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด จำนวน 6 รายการ ได้แก่ ยางรถยนต์ ยางรถจักรยานยนต์ ยางรถบรรทุก เส้นด้ายไนล่อน เส้นด้ายวิสโคส และเม็ดพลาสติกโพลีคาร์บอเนต

– อุปสรรคทางการลงทุน การจดทะเบียนแรงงานต่างชาติใช้เวลาหลายวันและหากเลยกำหนดเวลาจะถูกปรับ

– แนวทางการลงทุน ได้แก่

(1) สำรวจตลาด

(2) ศึกษากฎระเบียบการลงทุนและแรงงานของรัฐต่างๆ

(3) การหา partner ท้องถิ่นที่มีความน่าเชื่อถือและการร่วมทุน

(4) การควบกิจการ

– โอกาสการค้าการการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสาขาต่างๆ ในปัจจุบัน ได้แก่ (1) ยานยนต์

(2) อาหารและเครื่องปรุงแต่งอาหาร และ (3) ยางพารา ส่วนโอกาสในอนาคต ได้แก่ (1) เครื่องสำอาง

(2) ยารักษาโรค (3) ยาสมุนไพร (4) เครื่องมือแพทย์ (5) สินค้าด้านวิทยาศาสตร์เชิงสุขภาพ (Life Science)

(6) การบริหารจัดการโรงแรม และ (7) เฟอร์นิเจอร์ที่มีการออกแบบที่ทันสมัย

2. การบรรยายในหัวข้อ “กฎระเบียบและมาตรการส่งเสริมการลงทุนในรัฐต่างๆ”

    โดยนายสมชาย อันศุจ ผู้อำนวยการส่งเสริมการค้าของรัฐ Rio Grande do Sul

   – บราซิลประกอบด้วย 26 รัฐและ 1 เขตเมืองหลวง รัฐบาลแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่

(1) รัฐบาลกลางซึ่งรับผิดชอบด้านการต่างประเทศและการป้องกันประเทศ มีรายได้จากภาษีนำเข้า ภาษีอุตสาหกรรม

(2) รัฐ ซึ่งแต่ละรัฐเป็นอิสระ มีผู้ว่าการรัฐ มี 1 สภาและมีรัฐบาลของตนเอง ดูแลด้านความปลอดภัย มีทหารของตนเอง มีศาลของรัฐที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลาง มีรายได้ที่มาจากภาษีการจำหน่ายสินค้าและบริการ และบางรัฐมีหน่วยงานส่งเสริมการส่งออกและการลงทุน และ

(3) เมือง มีนายกเทศมนตรีและสภาเทศบาลมีรายได้ที่มาจากภาษีโรงเรือน ภาษีอสังหาริมทรัพย์ ภาษีบริการต่างๆ และภาษีรถยนต์ เป็นต้น

– ระหว่างปี ค.ศ. 2005–2011 มีจำนวนชนชั้นกลางเพิ่มสูงมากขึ้นถึง 40 ล้านคนเนื่องมาจากโครงการ Bolsa Familia ประชากรกินดีอยู่ดีมากขึ้น ใช้สินค้ามีราคา มียี่ห้อ ก่อนนี้ชาวบราซิลชั้นล่างรับประทานข้าวกับถั่วดำแต่ปัจจุบันบริโภคข้าวน้อยลง หันมาบริโภคพิซซ่าและแฮมเบอร์เกอร์มากขึ้น ปัจจุบันบราซิลส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา

– รัฐบาลบราซิลกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 11 ต่อปีเพื่อป้องกันการเกิดภาวะเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อสูง รัฐบาลก็จะใช้มาตรการการขึ้นภาษี ชาวบราซิลก็จะใช้เงินน้อยลงและลงทุนน้อยลง GDP จึงลดลง

ในปี ค.ศ. 2013 อัตรา GDP ขยายตัวร้อยละ 2.3 (ซึ่งคาดว่าปีนี้อัตรา GDP จะอยู่ที่ร้อยละ 2.5) อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยร้อยละ 6.5 รัฐบาลบราซิลกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ร้อยละ 4 บวกลบ 2 และรัฐบาลมีความภาคภูมิใจในการควบคุมระดับเงินเฟ้อเพื่อสร้างโอกาสให้คนจนขยับขึ้นมาเป็นคนชั้นกลาง

– รัฐบาลกลางไม่มีการส่งเสริมการลงทุนทั้งในและนอกประเทศ แต่ก็จะมีอยู่บ้างในแหล่งพื้นที่ยากจน เช่น ในภาคเหนือที่มีป่าและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนรัฐมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่รัฐสนใจ เช่น การลดภาษีซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 12-18 การขายที่ดินให้ในราคาถูกหรือให้เปล่า การยกเว้นภาษีสำหรับวัตถุดิบนำเข้า เนื่องจากมีการแข่งขันกันระหว่างรัฐ และเทศบาลเมืองก็มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในหลายรูปแบบ เช่น การยกเว้นภาษี (เช่น ภาษีที่เทศบาลจะได้รับส่วนแบ่งจากรัฐ) การติดตั้งไฟฟ้า สร้างถนน และค่าน้ำฟรีสำหรับการตั้งโรงงาน หรือจ่ายค่าเช่าที่สำหรับการตั้งบริษัทก่อนการตั้งโรงงาน  

– ข้อดีสำหรับการลงทุนในบราซิล เป็นตลาดขนาดใหญ่ มีชนชั้นกลางมากกว่าครึ่ง และมีกำลังซื้อสูงมีการพักร้อน 30 วัน เงินเดือน 13 เดือน (โบนัส 1 เดือน) ผลิตสินค้าเกษตรเป็นอันดับ 5 ของโลก ขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 6 ของโลก มีความเพียงพอด้านพลังงานโดยร้อยละ 85 มาจากพลังงานหมุนเวียนผลิตน้ำมันเพียงพอใช้ในประเทศ เป็นผู้นำด้านการผลิตด้าน ไบโอดีเซลและเอทานอล มีโปรแกรมเร่งรัดความเจริญ PAC 1 และ PAC 2 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่อาศัย การคมนาคม และปรับปรุงชุมชนมีความมั่นคงทางธนาคาร ในปี ค.ศ. 2010 มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศคิดเป็นอันดับ 5 ของโลก และมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศโดยให้สิทธินักลงทุนต่างประเทศเท่าเทียมกับคนชาติบราซิล

– ข้อด้อยสำหรับการลงทุนในบราซิล ขาดแรงงานมีฝีมือในบางรัฐ ความล่าช้าของระบบราชการ ระบบภาษีที่ยุ่งยากซับซ้อน โครงสร้างพื้นฐานที่มีความล้าหลัง อัตราดอกเบี้ยสูง และกฎหมายให้ความคุ้มครองลูกจ้างมากกว่านายจ้าง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงที่เรียกว่า Brazilian Cost

– รัฐ Rio Grande do Sul เป็นแหล่ง GDP ใหญ่ของประเทศ ตั้งอยู่ทางภาคใต้และอยู่ติดกับอาร์เจนตินาและอุรุกวัย จึงให้ความสำคัญกับสองประเทศดังกล่าวเป็นอย่างมาก มีคนเชื้อสายยุโรปจำนวนมาก มีรายได้จากเกษตรกรรมเป็นหลัก และมีอุตสาหกรรมการเกษตร การแปรรูปอาหาร เครื่องจักร เครื่องยนต์ อุตสาหกรรมมีความหลากหลาย พลังงานลม มีถ่านหินปริมาณมาก (แต่ยังมีคุณภาพต่ำ) มีสายส่งไฟฟ้าทั่วรัฐ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มีอุตสาหกรรมนอกชายฝั่ง มีอุตสาหกรรมต่อเรือ มีท่าเรือขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของบราซิล ที่สำคัญมีการลงทุนของบริษัท Petrobras ที่ซื้อสินค้าคุณภาพสูงจากทั่วโลก อีกทั้งมีแรงงานมีฝีมือคนมีกำลังซื้อสูง GDP ต่อหัวคิดเป็น 14,840 ดอลลาร์สหรัฐ และนักลงทุนได้รับสิทธิภาษี เนื่องจากรัฐต้องการส่งเสริมการจ้างงาน

– แนวทางการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ (1) มี partner เป็นคนบราซิล (2) การซื้อกิจการ และ (3) การเดินทางไปร่วมงานเทศกาลการค้าการลงทุนของรัฐต่างๆ เพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและหารือกับสภาอุตสาหกรรมหรือสภาหอการค้าเพื่อการจับคู่ทางธุรกิจ

– ศักยภาพสำหรับภาคเอกชนไทย ได้แก่ อะไหล่รถยนต์ (บราซิลยังไม่มีรถยนต์ที่เป็นของบราซิล)ยางรถยนต์ ยางรถบรรทุก อุตสาหกรรมอาหาร (เช่น บะหมี่สำเร็จรูป) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การก่อสร้างและการบริหารจัดการโรงแรม วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรยนต์ เครื่องยนต์ดีเซล และเม็ดพลาสติก

– สิ่งที่ควรคำนึง ได้แก่ กฎหมายแรงงานที่คุ้มครองแรงงานสูง ชาวบราซิลไม่นิยมทำงานนอกเวลาเนื่องจากเห็นความสำคัญของการใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัว

3. การบรรยายในหัวข้อ “ทำไมต้องไปลงทุนในบราซิลและการขยายโรงงาน”

   โดยนายธนะศักดิ์ จรรยาพูน กรรมการ บริษัทแคล–คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด  

   (มหาชน)

     

– บริษัท แคล–คอมพ์ เป็นบริษัทร่วมทุนไทย–ไต้หวัน และอยู่ในเครือของกลุ่ม Kinpo Group ได้เข้าไปลงทุนในเมืองมาเนาส์ทางภาคเหนือของบราซิล ผลิตและจำหน่วยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม เช่น เครื่องพิมพ์ เมนบอร์ด ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และกล่องรับสัญญาณดาวเทียม   

       

–บริษัทยึดถือหลัก 2 ประการ ก่อนตัดสินใจลงทุน ได้แก่ “รู้เขารู้เรา” และ “แรงจูงใจ” ซึ่งการรู้เขารู้เราคือการประเมินศักยภาพและความพร้อมของตนเอง ได้แก่ (1) เงินทุน ธนาคารในบราซิลมีดอกเบี้ยสูง

ซึ่งบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุน จะขอ financing ได้ยาก ดังนั้น บริษัทแคล-คอมพ์ใน ปทท. ต้องให้การสนับสนุนทางการเงิน (2) ต้องมีฐานลูกค้าที่เพียงพอ โดยบริษัทฯ ผลิตฮาร์ดดิสก์ให้แก่ยี่ห้อชั้นนำมากมาย อาทิ ฮิวเลตต์-แพคการ์ด Western Digital ซีเกท และ (3) บุคลากร เนื่องจากเวลาในไทยกับบราซิลห่างกัน 10 ชม. ดังนั้น บุคลากรที่ให้การสนับสนุนด้านเทคนิคในไทยต้องมีจำนวนพอเพียงและพร้อมที่จะรับการประสานงานจากอีกซีกโลกหนึ่งตลอดเวลา

– แรงจูงใจที่บริษัทแคล–คอมพ์ไปลงทุนที่บราซิล ได้แก่ (1) เป็นตลาดขนาดใหญ่ ต้องเข้าไปเจาะตลาดข้างในเพื่อทำการตลาด (2) ตั้งอยู่กึ่งกลางอเมริกาใต้ ซึ่งมีความได้เปรียบ (3) ประชากรมีการศึกษาดี ทำให้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นสินค้าที่มีศักยภาพ (4) บราซิลมีกำแพงภาษีนำเข้าสูง จึงต้องเข้าไปตั้งโรงงานผลิตในบราซิล (5) เป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลกปี ค.ศ. 2014 และเจ้าภาพโอลิมปิกปี ค.ศ. 2016

จึงมีอุปสงค์ด้านอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมสูง และ (6) มีฐานลูกค้าในลาตินอเมริกาอยู่แล้ว นอกจากนี้หากได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะทำให้มีผลกำไรได้มาก

           

– เหตุผลที่ตั้งโรงงานในมาเนาส์ ได้แก่ (1) สิทธิประโยชน์ทางภาษี มิฉะนั้นต้นทุนสูง มาเนาส์อยู่กลางป่า รัฐจึงให้สิทธิพิเศษที่เอื้อต่อการลงทุน โดยมี SUFRAMA เป็นหน่วยงานที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบรายปี และ SUDAM เป็นหน่วยงานที่ลดอัตราภาษีรายได้นิติบุคคล (2) มีกรรมสิทธิในการถือครองที่ดิน

(3) ไม่มีข้อจำกัดเรื่องการขอใบอนุญาตทำงานสำหรับช่างเทคนิคซึ่งเป็นประโยชน์ต่อบริษัทในช่วงตั้งโรงงานและนำเข้าเครื่องจักร (4) รัฐอนุญาตให้จ้างแรงงานต่างชาติได้ร้อยละ 2 (5) ค่าแรงขั้นต่ำ 768 เฮอัล และจ่าย 2 ครั้งต่อเดือน (6) ระยะเวลาการทำงาน 44 ชม.ต่อสัปดาห์ เฉลี่ยวันละ 7–8 ชม. ทำงานนอกเวลาได้ไม่เกิน 40 ชม.ต่อเดือน ซึ่งชาวบราซิลไม่ชอบทำงานนอกเวลาซึ่งต่างจากแรงงานไทย และ (7) ค่าสาธารณูปโภคแตกต่างกันในแต่ละรัฐ ซึ่งรัฐอามาโซนัสไม่เก็บค่าน้ำ และเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับโรงงานในอัตราที่ต่ำ 0.32 เฮอัล

           

– โอกาสการลงทุนในบราซิล

(1) เมื่อต้นปี ค.ศ. 2010 บริษัทฯ ส่งทีมงานไปสำรวจโอกาสการลงทุนในบราซิล และเลือกสถานที่ (เช่น ใกล้ลูกค้า ใกล้สนามบิน) รวมทั้งศึกษาสิทธิประโยชน์ในการลงทุน กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายด้านการลงทุน และระบบภาษี

(2) ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2011 คณะกรรมการบริษัทฯตัดสินใจซื้อบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมท้องถิ่นที่เมืองมาเนาส์ เพื่อประหยัดระยะเวลา

(3) บริษัทฯ ได้รับสิทธิประโยชน์ต่อจากบริษัทเดิม (4) บริษัทฯ ส่งบุคลากรไปปรับโครงสร้างและระบบในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2011 และ (5) เริ่มส่งสินค้าออกจำหน่ายในเดือนกันยายน ค.ศ. 2011

 – ระบบการจัดเก็บภาษีของบราซิลซับซ้อนกว่าระบบของไทยอย่างมาก มีการเก็บภาษีทั้งจากรัฐบาลกลาง ระดับรัฐ และระดับท้องถิ่น

 – สิ่งที่ต้องคำนึง ได้แก่ (1) ระบบภาษีที่ซับซ้อน (2) ค่าครองชีพสูง (3) ความแตกต่างทางวัฒนธรรม

(4) การให้ความสำคัญต่อสิทธิส่วนบุคคลสูง

(5) การสื่อสารภาษาโปรตุเกส (

6) มีสหภาพแรงงาน และ

(7) การขอใบอนุญาตต่างๆ ที่ใช้ระยะเวลาในการพิจารณาค่อนข้างนาน

4. การบรรยายในหัวข้อ “ภาคธุรกิจที่มีศักยภาพสำหรับการค้าและการลงทุนในบราซิลของเอกชนไทย”

   โดยนายกฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์ ที่ปรึกษาสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

– องค์การการค้าโลก (WTO) มีนาย Roberto Azevêdo ซึ่งเป็นชาวบราซิล ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการแบ่งกลุ่ม North–South Dialogue ในบริบทของ WTO และเชื่อว่าบราซิลจะเป็นกาวใจให้กับกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาในการเจรจารอบโดฮา

– เศรษฐกิจของบราซิลดีมาก ประชากรครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 107 ล้านคนอยู่ในวัยทำงานทำให้มีกำลังซื้อสูง แต่อัตราเงินเฟ้อค่อนข้างสูงรัฐบาลจึงต้องใช้มาตรการทางการเงินและดึงภาษีภายในให้สูงเพื่อควบคุมการใช้จ่าย จึงทำให้มีนโยบายการปกป้องค่อนข้างสูง ซึ่งจะเกิดผลดีต่อไทยได้เช่นกัน เนื่องจากหากสามารถเข้าสู่ตลาดบราซิลได้ ย่อมจะเป็นโอกาสในการขยายการค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้

– บราซิลคงไม่มีนโยบายในการจัดทำ คตล. FTA กับไทย จึงเสนอให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาดำเนินการหาแนวทางส่งเสริมการค้าระหว่างไทยกับบราซิล พร้อมทั้งการเจรจาจัดทำอนุสัญญาภาษียกเว้นการเก็บภาษีซ้อนเพื่อลดภาษีลงให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้ภาคเอกชนไทยทำการค้าและลงทุนในบราซิลได้เพิ่มขึ้น

 

– ในปัจจุบันบราซิลมีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุดในกลุ่มประเทศ BRICS ซึ่งนักลงทุนเริ่มลังเลที่จะลงทุนในอินเดีย ส่วนจีน มีระบบธนาคารเงา (Shadow Banking) ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ ในปี ค.ศ. 2008 บราซิลประสบปัญหา Hamburger Crisis เช่นกัน แต่สามารถออกจากปัญหาได้โดยเร็วในปี ค.ศ. 2009 บราซิลมีนโยบายการเงินการคลังที่ดีมาก มีรัฐมนตรีที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ มีนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก มีระบบเศรษฐกิจที่ค่อนข้างยืดหยุ่น เป็นประเทศที่ไม่เจอวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำซาก กอปรกับสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจมีเสถียรภาพและที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย จะทำให้บราซิลเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจในอนาคต กอปรกับการมี GDP เฉลี่ยต่อหัว 12,000 ดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นเศรษฐกิจขาขึ้นมาโดยตลอด

           

– จุดแข็งของระบบเศรษฐกิจ เช่น ฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ ความมั่งคั่งด้านพลังงาน สินแร่และเกษตรกรรม ส่วนจุดอ่อน เช่น กฎหมายแรงงานที่เข้มงวด และโครงการประชานิยม

           

– โอกาสสำหรับนักลงทุน บราซิลมีความอุดมสมบูรณ์ด้านสินแร่และน้ำมัน จึงเป็นแรงดึงดูดของนักลงทุนต่างชาติ และจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี ค.ศ. 2014 และกีฬาโอลิมปิกในปี ค.ศ. 2016 ทำให้นักลงทุนสนใจเข้าไปลงทุนในระยะสั้น

           

– ตั้งข้อสังเกตว่า โดยที่บราซิลเคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสซึ่งเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจไม่ดี และหากบริษัทของไทยไปเข้าซื้อกิจการของบริษัทในโปรตุเกสจะทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเมื่อส่งออกไปบราซิลหรือไม่ เพราะสินค้าจากโปรตุเกสที่ส่งไปจำหน่ายในบราซิลเป็นสินค้าที่ภาคเอกชนไทยมีศักยภาพ และหากไทยสามารถจัดทำ คตล. FTA กับบราซิลได้ ภาคเอกชนไทยจะก้าวกระโดดไปได้หรือไม่ ซึ่งนายสมชายฯ ให้ข้อมูลว่า ชาวโปรตุเกสได้รับสิทธิประโยชน์ในการเข้าไปทำงานที่บราซิล ส่วนด้านการค้าขายระหว่างบราซิลกับโปรตุเกสน่าจะขึ้นกับการจัดทำ คตล. ระหว่าง Mercosur กับสหภาพยุโรปมากกว่า

– ธุรกิจที่มีศักยภาพในบราซิล ได้แก่ (1) น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งบราซิลเพิ่งค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่มากที่ Santos Basin นอกชายฝั่งนครริโอเดจาเนโรออกไป 200 กม. ซึ่งจะทำให้แข่งขันกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันจากโอเปกได้ในอนาคต (2) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (3) เครื่องบิน (4) ธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) และกองทุนเอกชน (Private Equity) (5) วิทยาศาสตร์เชิงสุขภาพ (Life Science) (6) การท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ และ (7) พลังงานหมุนเวียน

– ไทยต้องปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ ได้แก่ (1) การใช้ฐานความรู้ (Knowledge base) เปลี่ยนกระบวนการผลิต คือไม่ต้องขายสินค้าดั้งเดิมหรือจะลดต้นทุนได้อย่างไร และ (2) การใช้แรงงานคนน้อยลงใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีมากขึ้น

5. ช่วงถาม–ตอบ (ช่วงเช้า)

1. คำถาม         – บริษัท แคล–คอมพ์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Kinpo Group ไต้หวัน ทาง Kinpo Group  มีอำนาจในการกำหนดนโยบายการลงทุนในบราซิลหรือไม่

   คำตอบ          – ผู้บริหารของ Kinpo ไม่มีส่วนกำหนดนโยบายการลงทุน โดยบริษัท แคล–คอมพ์ เป็นบริษัท  ในตลาดหลักทรัพย์ จึงมีคณะกรรมการในไทยเป็นองค์กรที่กำหนดนโยบายการลงทุน เพียงแต่แผนก R&D ในไต้หวันให้การสนับสนุนด้านเทคนิค หากมีการร้องขอ

2. คำถาม         – โดยที่บราซิลเป็นสมาชิกของกลุ่มเศรษฐกิจ MERCOSUR หากอาร์เจนตินาและ   เวเนซุเอลาประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ จะกระทบต่อเศรษฐกิจของบราซิลหรือไม่

คำตอบ          – บราซิลมีระบบเศรษฐกิจที่พอเพียงภายในประเทศ ไม่พึ่งพาตลาดส่งออกต่างประเทศ  เท่าใดนัก จึงทำให้รอดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี ค.ศ. 2008–2009 บราซิลมีการค้า  กับเวเนซุเอลาไม่มากนัก โดยเวเนซุเอลานำเข้าสินค้าต่างๆ จากบราซิลยกเว้นน้ำมัน  แต่มีการค้ากับอาร์เจนตินามากพอควร โดยทั้งสองประเทศมีสินค้าส่งออกและนำเข้า  ที่คล้ายๆ กัน ดังนั้น บราซิลไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหา เศรษฐกิจของเวเนซุเอลา แต่จะ   ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาในธุรกิจบางสาขา (เลขานุการเอกของ   สอท. บราซิลประจำประเทศไทยกล่าวว่า บราซิลเป็นประเทศใหญ่และอยู่ได้ด้วยตนเอง   โดยใช้วลีว่า “Brazil is a universe of its own”)

3. คำถาม         – ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยที่จะเข้าไปประกอบธุรกิจทำงานในบราซิล

คำตอบ         – ไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัว เนื่องจากคนไทยมีทักษะที่ดี พนักงานของบริษัท แคล–คอมพ์   70 คนแรกที่เดินทางไปวางระบบของโรงงานต้องปรับตัวมากเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่มีร้าน   อาหารไทย ต้องปลูกผักเอง และทำอาหารรับประทานเอง

6. การบรรยายในหัวข้อ “The Rise of Brazil as the New Economic Power”

   โดยนาย Rafael Paulino เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล

– บราซิลมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค เช่น เรื่องภูมิอากาศ เป็นประเทศที่มีหลายชาติหลายภาษามาอยู่รวมกัน เช่น ญี่ปุ่น เลบานอน เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ อิตาลี แอฟริกา และชาวพื้นเมือง แต่ทุกคนพูดภาษาโปรตุเกสภาษาเดียวซึ่งอาจมีสำเนียงที่แตกต่างกัน และมีอาหารที่แตกต่างกันในแต่ละภาค– มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก บริษัท Embraer ผลิตเครื่องบินพาณิชย์อันดับ 4 ของโลกรองจากแอร์บัส โบอิ้งและบอมบาร์ดิเอร์ เป็นผู้ผลิตเครื่องบินโดยสารขนาดกลาง (Regional Jet) 100 ที่นั่งอันดับ 1 ของโลก (ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าบราซิลสามารถส่งออกได้ทั้งสินค้าเกษตรกรรมและสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างเครื่องบิน) เป็นผู้ผลิตอ้อย น้ำตาลและน้ำส้มอันดับ 1 ของโลก (ไทยส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับ 2 ของโลก) เป็นผู้ผลิตผลไม้และรองเท้าอันดับ 3 ของโลก เป็นตลาดเครื่องสำอางอันดับ 1 ของโลก เป็นตลาดผู้บริโภคใหญ่อันดับ 8 ของโลก          

– ในปี ค.ศ. 2008 ตลาดส่งออกของบราซิลและผู้นำเข้าสินค้าของบราซิลอันดับ 1 เปลี่ยนจากสหรัฐฯ เป็นจีน ซึ่งการค้าระหว่างบราซิลกับจีนได้เพิ่มมากขึ้น 16 เท่าจากปี ค.ศ. 2003 และ ค.ศ. 2013 เนื่องจาก

จีนซื้อสินค้าจากบราซิลเพิ่มมากขึ้น และบราซิลเปิดประเทศมากขึ้น เดิมบราซิลเป็นตลาดปิดไม่ทำการค้ากับประเทศต่างๆ มากนัก (ดังนั้น ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี ค.ศ. 2008–2009 บราซิลแทบจะไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนไทยได้รับผลกระทบจากการส่งออก)

– บราซิลซื้อน้ำมันจากภูมิภาคแอฟริกาจำนวนมากโดยเฉพาะไนจีเรีย ทั้งๆ ที่บราซิลเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมัน แต่เนื่องจากบราซิลมีน้ำมันชนิดหนัก (Heavy Oil) จึงต้องซื้อน้ำมันชนิดเบา (Light Oil) จากแอฟริกาเพื่อนำมาผสมกันสำหรับการผลิตน้ำมันเบนซินหรือพาราฟีน

– ในปี ค.ศ. 2013 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยกับบราซิลคิดเป็น 4,037 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปีที่แล้ว 537 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วงปี ค.ศ. 2009–2013 ไทยได้เปรียบดุลการค้าและในปี ค.ศ. 2013 ไทยได้เปรียบดุลการค้า 729 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากสินค้าส่งออกของบราซิลส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรกรรม ส่วนไทยส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมซึ่งมีมูลค่าเพิ่มและมีความหลากหลายมากกว่า

– ไทยเป็นประเทศในอาเซียนที่เป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของบราซิลและเป็นประตูการค้าของบราซิลสู่อาเซียน อีกทั้งยังมีมูลค่าการค้ารวมมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง เช่น เปรู อุรุกวัย ปารากวัย และเอกวาดอร์ รวมทั้งโปรตุเกส สวีเดน และแอฟริกาใต้

– ในปี ค.ศ. 2013 ไทยเป็นตลาดส่งออกของบราซิลอันดับ 33 ส่วนบราซิลเป็นตลาดส่งออกอันดับ23 ของไทย และบราซิลนำสินค้าเข้าจากไทยเป็นอันดับ 22 ส่วนไทยนำสินค้าเข้าจากบราซิลเป็นอันดับ 26มีบริษัทบราซิลหลายแห่งที่ต้องการเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ย้ายสำนักงานใหญ่จากสิงคโปร์มายังไทย เนื่องจากมีค่าครองชีพสูงกว่าไทย อีกทั้งนักธุรกิจบราซิลสามารถเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์และมาเลเซียแล้ว แต่สำหรับไทย นักธุรกิจบราซิลยังมีโอกาสอีกมาก  

– สาขาที่มีศักยภาพสำหรับเอกชนไทย ได้แก่ (1) การท่องเที่ยวและโรงแรม (2) การแพทย์และวิทยาศาสตร์เชิงสุขภาพ (3) การบริการ และ (4) สินค้าเกษตรกรรม โดยบราซิลมีพื้นดินกว้างใหญ่จึงมีแต่การใช้เครื่องยนต์และเครื่องจักรขนาดใหญ่ซึ่งไม่เหมาะกับระดับครอบครัว แต่ไทยมีการใช้เครื่องจักรขนาดเล็ก

– สาขาที่มีศักยภาพสำหรับเอกชนบราซิล ได้แก่ (1) เอทานอล ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าเทคโนโลยีที่ไทยใช้สามารถหีบอ้อยออกมาได้จำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถผลิตเอทานอลได้ดี ซึ่งเอทานอลก่อให้เกิดมลพิษน้อยกว่าน้ำมันมาก (2) เนื้อวัว (3) อุตสาหกรรมอาหาร และ (4) เทคโนโลยีเครื่องบิน

 

7. การบรรยายในหัวข้อ “การเข้าถึงตลาดบราซิล”

   โดยนาย Roberto Kanitz ทนายความบริษัท UNO Trade Strategy Advisors

– ควรคำนึงถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจหลักในการที่จะเข้าไปลงทุนในบราซิลซึ่งคือ “ขนาดประชากร” บราซิลเป็นประเทศที่มีประชากรจำนวนมากและจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนอีก 30 ปีข้างหน้า โดยในปี ค.ศ. 1990 บราซิลมีประชากรจำนวน 151 ล้านคน ในปี ค.ศ. 2000 ประชากร 172 ล้านคน ในปี 2010 ค.ศ. ประชากร 192 ล้านคน ในปี ค.ศ. 2020 จะมีประชากร 209 ล้านคน ในปี ค.ศ. 2030 จะมีประชากร 225 ล้านคน และในปี ค.ศ. 2040 จะมีประชากร 223 ล้านคน และจะมีประชากรสูงอายุจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสดีที่จะเข้าไปลงทุนในบราซิลขณะนี้เพราะจำนวนคนซื้อมากและผู้สูงอายุซึ่งมีเงินเดือนมากใช้เงินมาก

– ไทยส่งสินค้าออกไปบราซิลมากกว่านำเข้าจากบราซิล และส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมส่วนบราซิลส่งออกวัตถุดิบมายังไทย โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี ค.ศ. 2014 บราซิลส่งออกถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง ในขณะที่ไทยส่งออกสินค้าหลากหลายมากกว่า เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และยางรถยนต์

– การนำเข้าสินค้าสู่บราซิลมีขั้นตอนที่ยุ่งยากเล็กน้อยและมีค่าใช้จ่ายอยู่บ้าง ได้แก่ (1) ระบบราชการที่ล่าช้า (2) ภาษีนำเข้าที่สูงสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมและภาษีอื่นๆ และมีสินค้าหลายรายการที่นำเข้าจากประเทศต่างๆ ถูกไต่สวนการทุ่มตลาด (3) กฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และกฎหมายที่ให้สิทธิแก่แรงงานมากกว่าบริษัท (4) ท่าขาเข้า และ (5) ค่าขนส่งโลจิสติกส์

– แนวทางการเข้าสู่ตลาดบราซิล นักธุรกิจต้องศึกษาและสำรวจตลาดและต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับภาษีนำเข้า โดยมี 3 แนวทาง ได้แก่ (1) การส่งออกโดยตรงให้แก่ผู้ซื้อชาวบราซิล (2) การส่งออกไปยังบริษัทนำเข้าและจัดจำหน่าย และ (3) การตั้งสำนักงานในบราซิลเพื่อนำเข้า ซึ่งจำเป็นต้องขอใบอนุญาต Radar Permit และต้องจัดจ้างตัวแทนนำเข้าสินค้าเพราะขั้นตอนพิธีศุลกากรมีความซับซ้อน

– สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับสินค้านำเข้า ได้แก่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าทุน (เช่นเครื่องจักร) เนื่องจากเป็นสินค้าที่ไม่ผลิตในบราซิล นอกจากนี้ ยังมีวิธีการขอรับสิทธิประโยชน์ในการนำเข้าจากกระทรวงการคลัง ได้แก่

(1) การลดภาษีเป็นการชั่วคราวเนื่องจากสินค้าขาดตลาด

(2) สินค้านำเข้าที่ถูกจัดอยู่ในบัญชีรายชื่อสำหรับการใช้อัตราภาษีศุลกากรที่จัดเก็บจากสินค้าภายนอกตลาด Mercosur ร่วมกัน (Common External Tariff – CET) เช่น น้ำมันปาล์มดิบซึ่งเป็นสินค้าที่บราซิลไม่ได้ผลิต

(3) การมี คตล.ทางการค้า เช่น Mercosur-อินเดีย บราซิล-เม็กซิโก และ (4) คตล. ที่กำลังเจรจา เช่น Mercosur-สหภาพยุโรป

– เห็นว่าไทยน่าจะพิจารณาจัดทำ คตล. กับ Mercosur ซึ่งบราซิลอาจเอื้อประโยชน์ในสิ่งที่ไทยเสียประโยชน์ใน คตล. หุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย–แปซิฟิก (Trans– Pacific Strategic Economic Partnership – TPP) ได้ นอกจากนี้ ไทยและบราซิลควรเป็นประตูการค้าระหว่างลาตินอเมริกาและเอเชียซึ่งกันและกัน

– รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์สำหรับการลงทุนในเฉพาะสาขา ได้แก่ (1) โครงสร้างพื้นฐาน (2) สื่อสารโทรคมนาคม (3) น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ(4) การต่อเรือ และ (5) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยรัฐบาลกลางจะลดภาษี รัฐจะลดภาษีการจำหน่ายสินค้าและบริการ (ICMS) ซึ่งผู้ลงทุนอาจได้รับการลดภาษีจากร้อยละ 19 เหลือเพียงร้อยละ 4 ส่วนรัฐบาลท้องถิ่นจะลดภาษีบริการ ภาษีที่ดิน หรือให้ที่ดิน ทั้งนี้ บริษัทต่างชาติจะได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวเท่าเทียมกับบริษัทบราซิล

– ข้อดีของการลงทุนในบราซิล ได้แก่ (1) ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ (2) เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง (3) สิทธิประโยชน์ในการการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังปรับปรุง (4) ได้รับสิทธิประโยชน์ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และ (5) สามารถส่งออกไปยังตลาด Mercosur โดยได้รับการยกเว้นภาษี

– อุปสรรคทางการค้า เช่น กำแพงภาษี และมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพ ซึ่งมี 2 องค์กรที่ออกใบอนุญาต ได้แก่ INMETRO (National Institute of Metrology, Quality and Technology) และ ANVISA (Brazilian Health Surveillance Agency)

– ปัจจุบันบราซิลใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดต่อประเทศผู้ส่งออกสินค้าไปยังบราซิลต่อหลายประเทศซึ่งรวมทั้งไทย เพื่อปกป้องสินค้าอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งไทยถูกใช้มาตรการร้อยละ 6 จากการใช้มาตรการตอบโต้ทั้งหมด และจีนร้อยละ 41 อย่างไรก็ดี หากไทยสามารถส่งออกสินค้าที่จีนถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด ย่อมจะเป็นโอกาสของสินค้าไทยโดยไม่มีจีนเป็นคู่แข่งในบราซิล เพราะไทยส่งออกสินค้าที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันและเป็นสินค้าประเภทเดียวกับจีน หรือแม้ว่าสินค้าไทยถูกใช้มาตรการตอบโต้ แต่ถ้าหากแก้ต่างได้สำเร็จ ก็จะยังคงเป็นโอกาสของไทยเช่นกัน

8. ช่วงถาม–ตอบ (ช่วงบ่าย)

1. คำถาม         – ความสนใจและความเป็นไปได้ของรัฐบาลบราซิลในการจัดทำ คตล. FTA และ คตล.  ด้านการลงทุนทวิภาคีกับไทย

เลขานุการเอก– เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมารัฐบาลบราซิลเลือกที่จะใช้แนวทางการส่งเสริมการค้าในระดับพหุภาคี  สอท. บราซิล    จนชาวบราซิลได้รับการคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการการค้าโลก ซึ่งนับเป็นความสำเร็จ  ประการหนึ่ง บราซิลได้ลงทุน (invest) กับเวทีพหุภาคีไปมาก แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นหนทางใน ระดับทวิภาคีเสียทั้งหมด   ทั้งสองประเทศอาจเริ่มต้นจากการประเมินและแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเศรษฐกิจของและ จัดการหารือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศ  เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้อำนวยการกองลาตินอเมริกากล่าวเสริมว่าไทยและบราซิลมีกลไก การหารือในระดับ JC ซึ่งเป็นเวทีหนึ่งที่สามารถใช้หารือเรื่องนโยบายการส่งเสริมการค้า การลงทุนระหว่างกัน หวังว่าหลังจากการเลือกตั้งของทั้งสองประเทศ จะสามารถจัดการประชุมฯ ได้

-------------------------------------------------------

นางสาววชิราภรณ์ กิระวานิช

นักการทูตชำนาญการ

กองลาตินอเมริกา

 

ข้อมูลการค้าการลงทุน

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย Royal Thai Embassy,

Brazil SEN-Av. Das Nações – Lote 10 CEP: 70800-912 Brasília-DF, Brazil. Tel: 5561 3224-6943 Fax: 5561 3223-7502

 

   

 

 

Go to top